Friday, June 22, 2007
New Storage Idea - Staircase Drawers
Wednesday, June 13, 2007
โตขึ้น... ตั้งอยู่... และล้มไป




Monday, April 9, 2007
MIND MAPPING
การใช้การเขียนลงบนหน้ากระดาษแผ่นเดียวนั้น จะช่วยให้สมองคิดได้อย่างลื่นไหลและเต็มประสิทธิภาพ พื้นฐานของสมองเรานั้น จะประกอบด้วยความจำที่แม่นยำกับจินตนาการที่ไร้ขีดจำกัด หรือที่เรามักเรียกว่าสมองซีกซ้ายกับขวานะครับ ทีนี้การทำงานให้ผสานกันทั้ง 2 ฝั่งไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่คิดเก่งกว่า ก็คือคนที่ดึงเอาทั้ง 2 ส่วนออกมาใช้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า
การเขียนผังความคิดนั้น ก็วิธีหนึ่งที่ช่วยบันทึกความคิดเพื่อให้เห็นภาพความคิดที่หลากหลาย ให้มุมมองที่กว้างและชัดเจนกว่าการบันทึกที่โดยยังไม่จัดระบบระเบียบความคิดใดๆ และยังเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับโครงสร้างทางการคิดคนเรา ทั้งนี้เพราะคนเราในช่วงที่ Relax ที่สุดนั้น จะคิดไปตามจินตนาการเรื่อยเปื่อยมากๆ (แต่มีประโยชน์นะครับ) มันก็แตกกิ่งก้านสาขาออกไปเรื่อยๆ เหมือนต้นไม้ โดยมีฐานของการสร้างจินตนาการมาจากความทรงจำนั่นเองนะครับ
ทีนี้ก็มาถึงการสร้าง mind map นะครับ ง่ายก็ก็คือคิดอะไร ก็เขียน แล้วก็ลากเส้นสร้างความเชื่อมโยงความคิดที่สัมพันธ์กัน โดยปกติเขา(ผู้เขียนตำรา)จะใช้รูปวงกลมแทนความคิด และเส้นลูกศรแทนลักษณะและทิศทางของความสัมพันธ์นั้น แล้วก็มีคำกำกับในวงกลมว่าคิดอะไร เส้นลูกศรแทนความสัมพันธ์ในลักษณะและทิศทางใด ในบางครั้งมีการใช้การเน้นและแจกแจงเนื้อความด้วยสีและการวาดรูปประกอบ
ในการสร้าง mind map ตามตำรานั้นองค์ประกอบพื้นฐานที่เอามาเขียนก็จะได้แก่
1. การใช้สัญลักษณ์ เป็นการช่วยจำที่ง่ายและเร็วขึ้น อาจจะเป็นภาพง่ายๆ
2. ข้อความสั้นๆ ให้เข้าใจตรงกัน
3. เส้น เพื่อช่วยในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกัน
4. สี เพื่อเป็นการแยกแยะความสำคัญแต่ละประเด็น
5. ความสวยงามและสร้างสรรค์เพื่อให้เป็นที่ง่ายแก่ความเข้าใจในเวลาอันสั้น
MIND MAP สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เช่น การคิดภาพของงาน การแก้ปัญหา การระดมสมอง การบันทึกรายงานการประชุม ฯลฯ สารพัด้จะใช้งานมากมาย โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการสร้าง idea และ concept ซึ่งนักออกแบบน่าจะได้ศีกษาไว้ เพื่อควบคุมจินตนาการไม่ให้หมดและไม่ให้เตลิดไปนะครับ ลองดูตัวอย่างจากภาพที่แนบมาได้ :) จะเอาสวยงามขนาดไหน ก็แล้วแต่ design เลยนะครับ
Mind map แบบง่ายๆ
Mind map สำหรับลดความอ้วน....
อันนี้ดูแนวๆดี เกี่ยวกับเรื่องการทำ internet radio
Friday, March 23, 2007
ALCOHOL KNOWLEDGE (1)
มารู้เรื่องราวของเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ้างนะครับ ไม่ได้ว่าจะมาชักชวนให้เมามายกัน แต่เอาเป็นว่าเป็นความรู้อย่สงหนึ่งล่ะกัน โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองชอบดื่มเหล้าหลายๆประเภท เพราะอยากลอง อยากรู้รสชาติของเครื่องดื่มต่างๆกัน เปรียบเสมือนการเดินทางท่องเที่ยวไปยังวัฒนธรรมที่ต่างๆกัน สถานที่ที่ต่างๆไป เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหล่านี้ ถือเป็นผลจากความสามารถสร้างสรรค์ของมนุษยชาติอย่างหนึ่งในการเปลี่ยนวัตถุดิบตามธรรมชาติที่มีในท้องถิ่นต่างๆ มาเป็นเครื่องดื่มที่สร้างความรื่นรมย์ให้แก่สังคม เมื่อเกรินมาคร่าวๆแล้ว ก็ขอนำเสนอความรู้เกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยนะครับ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ตามที่ค้นข้อมูลมา ผู้รู้เขาแบ่งประเถทหลักเป็น 2 ประเภท คือ
1. เมรัย หรือสุราแช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมักบ่ม (Fermented)
2. สุรากลั่น คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มากจากการกลั่น (Distilled)
เมรัย หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกิดจากการหมัก (Fermented) ก็คือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักเป็นสำคัญ เกิดจากกระบวนการของการเปลี่ยนน้ำตาลที่ได้จากแป้ง หรือผลไม้ชนิดต่างๆ หมักจนได้เป็นแอลกอฮอล์ ซึ่งประเภทของเครื่องดื่มในกลุ่มนี้ สามารถแบ่งเป็น2กลุ่มใหญ่ได้แก่ เบียร์ (Beer) และไวน์ (Wine)
เบียร์
เบียร์ จัดเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เรียกว่า สุราแช่ หมายถึง มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมโดยที่แอลกอฮอล์นั้นได้มาจากการหมักบ่ม มิใช่โดยการกลั่น เบียร์ต่างจากไวน์ตรงที่การหมัก เบียร์เกิดจากการหมักน้ำตาลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงแป้งของเมล็ดธัญพืช หรือธัญชาติประเภทข้าวมอลต์ เป็นเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับไวน์ และเหล้าวิสกี้ หรือบรั่นดี ประเภทของเบียร์นั้น ผู้รู้เขาจะแบ่งหลักๆตามประเภทของยีสต์ที่ใช้ในการหมักนะครับ โดยจะแบ่งเป็น 3 ปรเภทหลักๆ ได้แก่
1. เบียร์ที่ใช้ยีสต์หมักลอยผิว (top-fermenting yeast) คือ เชื้อยีสต์ที่จะลอยตัวอยู่ที่ผิวหน้าของเบียร์เมื่อเสร็จสิ้นการหมัก เบียร์ที่ได้จากการหมักโดยใช้ยีสต์ประเภทนี้ได้แก่ วีทเบียร์ (Wheat beer), ไวท์เบียร์ (White beer), อัลท์เบียร์ (Alt beer), เคิลช์ (Koelsch), เอล (Ale), พอร์ทเทอร์ (Porter) และสเตาท์ (Stout)
2. ใช้ยีสต์หมักนอนก้น (bottom-fermenting yeast) คือ เชื้อยีสต์ที่จะจมอยู่ที่ก้นภาชนะเมื่อเสร็จสิ้นการหมัก เบียร์ในกลุ่มนี้จะได้แก่พวกลาเกอร์เบียร์ (Lager beer), พิลเซ่นเบียร์ (Pilsen beer), เบียร์ดำ (dark beer), บ๊อคเบียร์ (Bock beer), ไอซ์เบียร์ (Ice beer), เบียร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ (Alcohol free beer)และ ไดเอ็ทเบียร์ (Diet beer) ซึ่งผมเองก็ดูคุ้นเคยกับเบียร์ในกลุ่มนี้มากที่สุด
3. ใช้ยีสต์ธรรมชาติ เป็นการใช้เชื้อยีสต์ตามธรรมชาติ ไม่ได้ใช้เชื้อที่เพาะเลี้ยงขึ้นมา เช่นเบียร์ Lambic จากประเทศเบลเยี่ยม (อันนี้ไม่เคยได้ดื่มจริงๆ ใครรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไรบอกด้วย)
วันนี้ขอเท่านี้ก่อนละกัน แล้วมาอ่านตอนต่อไปนะครับWednesday, March 21, 2007
สวม 10 วิญญาณเพื่องานออกแบบ (จบ)
ก็มาถึงตอนสุดท้ายแล้วนะครับ สำหรับ "สวม 10 วิญญาณเพื่องานออกแบบ" ซึ่งจะเป็นเรื่องลักษณะของผู้ปฏิบัติ ซึ่งที่ผ่านมา 2 กลุ่มของลักษณะ จะเป็นวิญญาณของนักคิด การกำกับและวางแผน แต่อีก 4 วิญญาณที่เหลือนั้น Tom Kelly ได้นำเสนอลักษณะของนักปฏิบัติ หรือที่เรียกว่า
3 The Building Personas หรือ”นักก่อสร้าง”
ที่ลงมือเพื่อให้นวัตกรรมนั้น เกิดเป็นจริงได้ ใช้ข้อมูลจากที่”นักเรียน”ได้แสวงหามา และปฏิบัติตามแผนการณ์ที่”นักจัดการ”ได้วางไว้ ซึ่งรายละเอียดของวิญญาณที่มีในกลุ่มลักษณะนี้ ได้แก่
The Experience Architect สถาปนิกผู้คร่ำหวอด
คือวิญญาณของผู้ที่ดึงเอาประสบการณ์ส่วนตัวออกมาใช้ช่วยเหลือ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม หรือที่เราๆจะเรียกว่า"ความเก๋า" นั่นเอง คนกลุ่มนี้สร้างความแตกต่างในการทำงานได้ สามารถพลิกสถาณการณ์ที่ดูตีบตัน ให้มีทางออกได้อย่างคาดไม่ถึง และที่สำคัญคือสามารถใช้โอกาสหรือเวลาที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้งานบรรลุผลสำเร็จได้
The Set Designer นักออกแบบฉาก
เป็นคนที่จะวางแผนกรอบการทำงานวันต่อวันอย่างสร้างสรรค์ เหมือนนักออกแบบฉาก ที่สร้างพื้นที่ให้นักแสดงได้วาดลวดลาย แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามโอกาสหรือปัญหาต่างๆที่เข้ามา แต่ก็รักษาแผนและภาพรวมของงานไม่ให้ผิดเพี้ยนไป
The Storyteller นักเล่านิทาน
ไม่ได้เป็นคนเล่าเรื่องเลื่อนลอยแต่อย่างใด แต่เป็นผู้คอยเก็บเอาแนวคิดและความสร้างสรรค์ที่พรั่งพรูออกมาของทีมงาน รวบรวมและเรียบเรียงให้ได้ใจความ ไม่ว่าจะใช้สื่อใดๆ ทั้งข้อความ ภาพ หนัง animation ต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจของคนทั้งหลายให้ตรงกัน และทำให้งานก้าวหน้าต่อไปได้
The Caregiver ผู้ดูแล
คือการเข้าใจและใจความต้องการของลูกค้า เป็นผู้ที่ประสานงานที่เชื่อมโยงความต้องการจากลูกค้ามาสู่ทีมงาน และในขณะเดียวกัน ก็สามารถส่งผ่านแนวคิดและกระบวนการสร้างนวัตกรรมไปสู่ลูกค้า สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างสองฝ่าย ซึ่งนับได้ว่าการเป็น"ผู้ดูแล"นั้น ถือว่าเป็นงานวิญญาณที่สำคัญมากตลอดการสร้างนวัตกรรมนั้น
ทั้ง 10 วิญญาณที่ได้เล่ามานั้น ไม่ได้แปลว่าคุณต้องเป็นทุกอย่าง หรือคุณจะมีลักษณะได้แค่อย่างเดียว เราสามารถสวมวิญญาณได้หลายอย่าง แต่การรวบรวมวิญญาณทั้ง 10นั้น ได้แสดงถึงความจำเป็นที่จะต้องทำงานเป็นทีม เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีกว่า ให้มุมมองที่กว้างกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างนวัตกรรมหรือรวมถึงการทำงานต่างๆทั้งหลาย....
ไม่ทราบว่าแต่ละท่านคิดอย่างไรบ้าง แสดงความคิดเห็นหรือcomment มานะครับ ผมจะหาเรื่องดีๆมาฝากอีกเรื่อยๆ โปรดติดตาม


